|
แผนผังบ้านแมว หน้าบ้านห้องทดลองมุมสงบห้องภาพห้องเก็บของห้องเขียนหนังสือท่องเที่ยวบันทึกแมวๆโครงงานเกี่ยวกับบ้านแมวลิงก์ ค้นหา Blog Feed :: Atom Follow :: Twitter GPG :: 5F830E4A |
พัทยา จันทบุรีIssued: 2006-04-22ปีนี้ที่ทำงานจัดทริปไปจันทบุรี 26 - 29 มี.ค. 49 .. สมาชิกคนอื่นๆ ออกเดินทางจากที่ทำงาน 26 ยิงตรงไปจันทบุรี ส่วนข้าน้อยเข้ากรุงเทพไปรับสมาชิกแก๊งค์แมวๆ ของข้าน้อยก่อน ก็ออกเดินทางไปตั้งแต่ 25 มี.ค. 49 เพราะแก๊งค์แมวๆ ต้องกลับมาทำงานวันจันทร์ เลยได้โอกาสเที่ยวตามทางระหว่าง กรุงเทพกับจันทบุรี .. 25 มี.ค. 49 กรุงเทพ - พัทยา - จันทบุรีล้อหมุน 9 โมงกว่าๆ ออกจากกรุงเทพมา ใช้เส้นทาง กรุงเทพ-พัทยา จะไปวัดญาณสังวราราม กับวิหารเซียนก่อน ขับสบายๆ ไม่ต้องทำเวลามาก ถึงที่วิหารเซียนก็ราวๆ 11 โมงครึ่ง จากประวัติโดยสังเขป วิหารเซียน มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า อเนกกุศลศาลา อันเป็นนามพระราชทาน สร้างจากแรงบันดาลใจของ อ. สง่า กุลกอบเกียรติ เพื่อเป็นตัวแทนของคนไทยชื้อสายจีนในการแสดงความจงรักภักดีกับแผ่นดินไทยและพระราชวงศ์ ตัววิหารได้รับพระบรมราชานุญาตให้ก่อนสร้างบนพื้นที่ของวัดญาณสังวรารามซึ่งอยู่ภายใต้โครงการพัฒนาตามพระราชดำริ ภายในอาคารรวบรวมวัตถุโบราณ และศิลปวัตถุชั้นสูงทั้งของไทยและจีน ที่ได้รับมาจากบรรดาชาวไทยเชื้อสายจีน และจากรัฐบาลจีนจำนวนมาก รวมไปถึงการจัดแสดงรากฐานพุทธศาสนาของจีน เช่น เต๋า และขงจื้อ อีกด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอเนกกุศลศาลาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2536 ซึ่ง อ.สง่า และคณะชาวไทยเชื้อสายจีนได้น้อมเกล้าถวายอาคาร โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เอนกกุศลศาลาเป็นอาคารทรงจีนสูงสามชั้น ชั้นล่างสุดจัดแสดงวัตถุโบราณ พระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ เซียน เทพเจ้า ฯลฯ จำนวนมากมายหลายร้อยหรืออาจจะหลายพันชิ้น รวมถึงบรรดาหุ่นทหารดินเผาที่ขุดพบในสุสานจักรพรรดิจีนซึ่งรัฐบาลจีนให้นำมาจัดแสดงเป็นการถาวรที่นี่ด้วย ชั้นสองมี 18 อรหันต์หล่อจากสำริด ศิลปวัตถุต่างๆ ของไทย ส่วนชั้นสามเป็นพระพุทธรูป และ ภาพพุทธประวัติ ใช้เวลาเดินชมราวๆ ชั่วโมงกว่า ก็ลงมาหาข้าวทาน ก่อนจะเดินทางต่อไปยัง วัดญาณสังวรารามที่อยู่ใกล้ๆ กัน วัดญาณสังวราราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร เริ่มแรกก่อสร้างเป็นสำนักสงฆ์ โดยตั้งชื่อตามสมเด็จพระญาณสังวร เจ้าอาวาสวัดบวรฯ จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับไว้เป็นวัดในพระบรมราชูปถัมภ์ และยังเป็นวัดในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชอีกด้วย นักท่องเที่ยวมาแวะชมวัดญาณฯ เป็นจำนวนมาก เฉพาะช่วงที่อยู่ในวัดก็เจอทัวร์ไต้หวันมาลง 5-6 รถบัสใหญ่ แถมมีเด็กมาเข้าค่าย ทำกิจกรรมในวัดอีกกลุ่มใหญ่เลย มาทราบทีหลังว่าที่วัดมีค่ายอบรมพุทธศาสนาและจริยธรรมเป็นประจำ
บ่ายสองโมง ออกจากวัดญาณฯ กะว่าจะมุ่งหน้าไปจันทบุรี ผ่านป้ายสวนนงนุช .. อืม เห็นชาวพันทิบบันทึกภาพสวยๆ จากสวนนงนุชมาประดับในแกลเลอรีพันทิบหลายหน สงสัยจะต้องแวะสักหน่อย .. ค่าเข้าคนละร้อยบาท แพงไปนิด แต่เอาเถอะ ไหนๆ ก็มาแล้ว .. พอเข้าไปเดินชมถึงรู้สึกว่าคุ้มแฮะ บริเวณกว้างขวาง อลังการปานนั้น ร้อยนึงให้ค่าน้ำค่าปุ๋ยเขาไปเถอะ กดไปหลายสิบรูปเหมือนกัน เดินจนบ่ายสี่โมงกว่าก็ยังไม่ทั่ว แต่อยู่ต่อคงไม่ค่อยดี เดี๋ยวจะถึงที่พักค่ำ .. ออกจากสวนนงนุชก็ยิงยาวจนถึงรีสอร์ทที่จองเอาไว้ริมหาดจ้าวหลาว-แหลมเสด็จ .. มาถึงทะเลจันทร์ แต่เจ้าของเป็นคนขอนแก่นซะงั้น แถมพ่อครัวก็ย้ายมาจากโรงแรมใหญ่ที่ขอนแก่นซะอีก หนีกันไม่พ้นจริงๆ :D สั่งอาหารไว้ก่อน แล้วไปเดินเล่นริมหาดรอ .. อาหารราคาไม่แพง อร่อยด้วย สมแล้วที่เป็นพ่อครัวจากโรงแรมใหญ่ .. อิ่มแล้วก็พักผ่อนนอนหลับ 26 มี.ค. 49 - จันทบุรี - วัดเขาสุกิมวันนี้ตื่นสายๆ กว่าจะออกจากรีสอร์ทได้ก็เกือบเที่ยง คงไปไหนไม่ได้ไกล ก็วัดเขาสุกิมละกัน .. จริงๆ แล้วก็ไม่รู้หรอกว่าที่วัดมีอะไร แต่ได้ยินชื่อบ่อยๆ ก็เลยไปให้หายสงสัยซะงั้น วัดเขาสุกิมก่อสร้างมาโดยหลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย โดยมีประชาชนที่ศรัทธาหลวงปู่ร่วมกันบริจาคสิ่งของปัจจัยต่างๆ จนกลายเป็นวัดขนาดใหญ่บนเขาสุกิม มาวัดเขาสุกิมจะเดินขึ้นก็ได้ หรือจะนั่งรถรางขึ้นไปยังวัดก็ไม่คิดค่าบริการ บริเวณวัดมีอาคารจัดแสดงวัตถุโบราณ และศิลปวัตถุ จำนวนมหาศาลที่บรรดาญาติโยมถวายให้กับทางวัด ทั้งเหรียญโบราณ แร่ หิน อัญมณี กระดูกไดโนเสาร์ พระพุทธรูป พระเครื่อง เฟอร์นิเจอร์ ถ้วยชาม เครื่องใช้สมัยโบราณ จนถึงโทรศัพท์มือถือรุ่นแรกๆ ฯลฯ ไหว้พระไหว้เจ้า ดูโบราณวัตถุกันเสร็จ ออกจากวัดก็ได้เวลาส่งสมาชิกแมวๆ ขึ้นรถกลับกรุงเทพ ส่วนข้าน้อยก็กลับรีสอร์ท สมาชิกที่ทำงานจากขอนแก่นและกรุงเทพทยอยกันมาเรื่อยๆ .. หาดแหลมเสด็จ ลมพัดเย็นสบายดี ไม่อบอ้าว ไม่เหนียวตัวเหมือนหลายๆ หาดที่เคยไป คืนนี้ข้าน้อยกับเพื่อนสมาชิกอีก 5-6 ท่านจึงนั่งดื่มกันอยู่ที่ชายหาด อ้างว่าเป็นการรอคนอื่นๆ ที่จะตามมาถึงราวๆ เที่ยงคืน :P
27 มี.ค. 49 - โอเอซิส ซีเวิล์ด - น้ำตกพลิ้วเช้าวันนี้ไปโอเอซิส ซีเวิล์ด สถานแสดงโลมาไทย ที่ อ. แหลมสิงห์ เด็กๆ ชอบใจกันใหญ่ ว่ากันว่า ครูฝึกฝรั่งเคยฝึกโลมาไทยแต่ไม่สำเร็จ ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ ครูฝึกไทยเลยมาฝึกโลมาเอง ตอนนี้แสดงได้เก่งไม่แพ้โลมาที่โอเชียนพาร์คในฮ่องกง สถานที่อาจจะไม่ค่อยอลังการงานสร้าง แต่โชว์โลมาได้น่าประทับใจ จากโอเอซิส ซีเวิล์ด แวะที่คุกขี้ไก่เสียหน่อย เป็นคุกที่สร้างสมัยฝรั่งเศสมาล่าอาณานิคม คุกมีสองชั้น ชั้นล่างขังนักโทษ ชั้นบนเลี้ยงไก่ให้ขี้รดนักโทษข้างล่างเป็นการทรมาน เก็บภาพเป็นที่เรียบร้อยก็มุ่งหน้าน้ำตกพลิ้ว ..
ทีแรกก็ไม่ได้สนใจว่าน้ำตกพลิ้วจะต่างไปจากน้ำตกอื่นตรงไหน มารู้ทีหลังว่าที่นี่มีอะไรน่าสนใจหลายอย่าง อย่างแรกสุด พอเข้าเขต อ.ช. ก็เห็นร้านค้าเยอะแยะ ขายอาหารปลา ที่น้ำตกนี้มีปลาพลวงหินจำนวนมาก นักท่องเที่ยวนอกจากมาเล่นน้ำตกแล้วก็มาให้อาหารปลาเป็นที่สนุกสนานอีก อาหารปลาที่ว่าไม่ใช่ขนมปัง หรืออาหารเม็ดแต่อย่างใด แต่เป็นถั่วฝักยาว (- -') .. กำไม่ใหญ่ไม่โต ราคา 20 บาท คณะเราหมดตังค์รวมกันเป็นร้อย เด็กๆ สนุกกันใหญ่ .. เหตุที่น้ำตกพลิ้วมีปลาพลวงหินเยอะ คงเป็นเพราะไม่นิยมนำมากินเพราะปลาพลวงจะกินพวกไม้ผลที่เป็นพิษกับคน และอีกอย่างคือน้ำตกอยู่ในเขต อช. เจ้าหน้าที่เขาดูแลเป็นอย่างดี ใครจับปลาขึ้นมาเล่น โดนเป่านกหวีดเตือนแน่นอน .. นอกจากเรื่องของปลาพลวงหินแล้ว ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ น้ำตกพลิ้วยังเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จประพาสกับสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์พระบรมราชเทวี อัครมเหสี (พระนางเรือล่ม) ทั้งสองพระองค์ทรงโปรดน้ำตกนี้เป็นอย่างยิ่ง จึงมีพระราชดำริให้สร้างเจดีย์ไว้เป็นที่ระลึกในการเสด็จ อีกทั้งเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์เสด็จทิวงคต จากอุบัติเหตุเรือล่มกลางแม่น้ำเจ้าพระยา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างอนุสาวรีย์ทรงปิระมิดเพื่อเป็นการระลึกถึงอัครมเหสี ที่น้ำตกแห่งนี้ด้วย น้ำตกพลิ้วมีจุดที่ลงเล่นน้ำได้หลายแห่ง คณะเราอยู่ที่น้ำตกพลิ้วกันจนบ่ายสามครึ่ง ถึงเดินทางกลับที่พัก อ่านหนังสือ เล่นน้ำ รอกินข้าวเย็น วันนี้มาครบทุกคนแล้วหลังอาหารเย็นก็เลยเริ่มเปิดสภา กว่าจะปิดสภาเข็มนาฬิกาก็ชี้ว่าเป็นวันใหม่แล้ว .. 28 มี.ค. 49 - ปะการังน้ำตื้น - วัดเขาสุกิมรอบสอง - อ่าวคุ้งกระเบนเช้านัดกันว่าจะไปดูปะการังน้ำตื้น อยู่ใกล้ๆ ที่พักนี่เอง เราจะนั่งเรือท้องกระจกไปดูกัน ส่วนใครสนใจจะลงดำน้ำก็ได้เหมือนกัน .. ข้าน้อยแบกกล้องไปด้วยกลัวน้ำทะเลเป็นที่สุด ไหนจะน้ำ ไหนจะเกลืออีก เลยไม่ขยับไปไหน อยู่มันบนเรือนี่แหละ :P .. เข้าฝั่งก็ออกไปทานอาหารกัน ก่อนจะแวะหาซื้อของฝากช่วงบ่าย สมาชิกก็เริ่มมีถุงพะรุงพะรังกันคนละถุงสองถุง .. สี่โมงเย็นๆ มุ่งหน้าอ่าวคุ้งกระเบน ไปดูปลาทะเลที่สถานแสดงสัตว์น้ำ ยอดนิยมช่วงนี้ยังคงเป็นปลาการ์ตูนที่เด็กๆ พากันเรียกกันว่าปลานีโมซะงั้น (- -') .. คณะเราอยู่ชมปลาตู้กันจนพนักงานปิดไฟไล่ :P .. ห้าโมงนิดๆ ไปเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่าวคุ้งกระเบน ระยะทางกิโลกว่าๆ จะได้เห็นป่าโกงกาง และต้นไม้ตามป่าชายเลนอื่นๆ ปูก้ามดาบ ปลาตีน ฯลฯ .. วนครบรอบได้เหงื่อไปตามๆ กัน .. กลับที่พัก เด็กๆ วิ่งลงทะเลเหมือนเดิม คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของทริป สมาชิกบางท่านก็เริ่มออกเดินทางกลับกันคืนนี้ บางท่านก็จะออกตอนพรุ่งนี้เช้า .. ตั้งโต๊ะอยู่กันดึกก่อนจะแยกย้ายกันพักผ่อน 29 มี.ค. 49 - จันทบุรี - กรุงเทพแวะเข้า กทม. ซะก่อนเพราะวันนี้เริ่มสัปดาห์หนังสือฯ ที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ไปเดินช่วงบ่าย หยิบมาเก้าเล่ม หมดไปเบาะๆ พันเจ็ด .. สบายใจแว้ว :D 30 มี.ค. 49 - กรุงเทพ - ขอนแก่นตื่นแต่เช้า ขับรถกลับขอนแก่น ... จบการเดินทางรวม 1,667 กิโลเมตร ค่าน้ำมันเฉียดๆ สามพัน หารออกมาแล้วกิโลละไม่ถึงสองบาท โหะๆๆๆ :D มีผู้เยี่ยมชมหน้านี้ 7214 ครั้ง |