ภูพระบาท ภูหลวง

Issued: 2006-01-09

ปี 2549 น้องสาวกลับบ้านมาพร้อมหน้าพร้อมตา ก็เลยได้ไปเที่ยวกันทั้งบ้าน เป้าหมายหลักคือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง อ.ภูหลวง จ. เลย .. แผนก็คือเดินทางไปค้างที่ จ.เลย คืนนึง แล้วตอนเช้าๆ ค่อยขึ้นไปภูหลวง วันแรกว่างๆ ก็หาเที่ยวใกล้ๆ .. สรุปออกมาได้เส้นทางเป็นวง ขอนแก่น-อุดรธานี-เลย-ขอนแก่น

Day 1: อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท พระพุทธบาทน้ำพุ แก่งคุดคู้

ออกจากขอนแก่นประมาณ 8 โมงกว่าๆ แวะซื้อไก่ย่างเขาสวนกวางแป๊บๆ ถึงอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ประมาณเที่ยง .. กองทัพเดินด้วยท้อง กินก่อนค่อยเดินเที่ยว ..

ภูพระบาท อาจจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนักในแง่สถานที่ท่องเที่ยว จริงๆ แล้ว ภูพระบาทมีอะไรน่าสนใจหลายอย่าง ทางกายภาพภูพระบาทมีกลุ่มหินรูปร่างประหลาดจำนวนมาก ส่วนใหญ่ลักษณะคล้ายเห็ด เพิงหิน เชื่อกันว่าเกิดจากการเคลื่อนตัวของน้ำแข็งเมื่อร้อยล้านปีก่อนโน้น .. ที่น่าสนใจอย่างที่สองอาจจะต่อเนื่องมาจากสภาพทางกายภาพคือ พอเป็นเพิงหิน เป็นหลืบ ก็เลยกลายเป็นชุมชนที่มีคนมาอยู่อาศัย ดังปรากฏหลักฐานเป็นภาพเขียนสีที่ถ้ำวัวและถ้ำคน อายุภาพเขียนสี เจ้าหน้าที่บอกว่าอยู่ในสมัยเดียวกับผาแต้ม ก็ราวๆ 2-3000 ปีก่อนโน้น .. อย่างที่สาม คือ ปรากฏหลักฐานว่ามีการใช้พื้นที่ในทางศาสนาเพราะมีการพบพระพุทธรูปสมัยทวาราวดี และมีเสมาล้อมร้อมเพิงหิน ถ้ำ หลายๆ แห่ง .. อย่างที่สี่ คงเป็นเพราะพื้นที่ภูพระบาทมีหินรูปร่างประหลาดเยอะก็เลยมีตำนานพื้นเมืองเกี่ยวข้องกับภูพระบาท เรื่อง นางอุสา-ท้าวบารส .. และอย่างสุดท้าย คงเป็นที่มาของชื่อภูพระบาท เพราะที่นี่มีรอยพระพุทธบาท และมีถึงห้ารอย

มาถึงตำนานนางอุสา-ท้าวบารส เรื่องย่อๆ จากที่อ่านเจอก็มีอยู่ว่า นางอุสาเป็นสาวสวย พระยาพานเห็นแล้วก็ชอบใจก็เลยขอไปเป็นธิดา พระยาพานหวงนางอุสามาก เจ้าชายที่ไหนมาขอก็ไม่ยอมยกให้ แถมปกป้องนางอุสายังกะไข่ในหิน ให้พักอยู่ในหอสูงเพื่อความปลอดภัย วันหนึ่งนางอุสาไปเล่นน้ำ เก็บดอกไม้มาทำมาลัยแล้วลอยไปตามน้ำ มาลัยก็ลอยมาถึงท้าวบารส เจ้าชายเมืองใกล้ๆ ท้าวบารสขี่ม้าตามหา ม้าก็มาหยุดที่เมืองพาน ท้าวบารสได้เจอกับนางอุสา เกิดชอบพอกันแล้วก็แอบได้เสียกัน พระยาพานมารู้ทีหลังก็โกรธมากสั่งให้ตัดหัวท้าวบารส แต่อำมาตย์ได้ห้ามไว้ พระยาพานเลยออกอุบายให้ท้าวบารสสร้างวัดแข่งกับพระยาพาน พนันกันว่าใครแพ้ต้องโดนตัดหัว กำหนดให้สร้างเสร็จก่อนดาวศุกร์ขึ้นตอนเช้า พระยาพานกะว่าตัวเองมีช่างในเมืองมากมายต้องชนะท้าวบารสที่ไม่มีคนช่วยแน่ๆ .. เรื่องได้ยินไปถึงพี่เลี้ยงนางอุสา ก็กลัวนางอุสาจะกลายเป็นหม้าย เลยออกอุบายเอาโคมไปห้อยไว้บนต้นไม้ ช่างของพระยาพานนึกว่าเป็นดาวศุกร์ก็เลยหยุดสร้างวัดทั้งที่ยังไม่เสร็จ ส่วนท้าวบารสสร้างวัดจนเสร็จ พระยาพานแพ้ก็เลยโดนตัดหัวซะเอง ท้าวบารสเลยพานางอุสามาอยู่ที่เมืองของท้าวบารส บรรดาชายาของท้าวบารสพากันอิจฉานางอุสา เลยให้โหราจารย์ทำนายว่าท้าวบารสมีเคราะห์ต้องออกเดินทางไปนอกเมืองหนึ่งปี พอท้าวบารสออกเดินทาง ชายาก็กลั่นแกล้วนางอุสา จนต้องหนีกลับเมืองพานแล้วก็ตรอมใจตาย พอท้าวบารสรู้เรื่องก็นำศพนางอุสามาฝัง ไม่นานท้าวบารสก็ตรอมใจตายตามกันไปแล้วก็ถูกฝังไว้ด้วยกัน

จากตำนานก็เลยเรียกหินรูปร่างประหลาดต่างๆ เป็นหอนางอุสา กู่นางอุสา วัดพ่อตา วัดลูกเขย ฯลฯ

บริเวณภูพระบาท มีพระพุทธบาทที่สำคัญคือ พระพุทธบาทบัวบก เดิมมีมณฑปก่อครอบไว้ ต่อมาได้รื้อออกแล้วสร้างเป็นพระธาตุครอบไว้แทน แล้วสร้างพระพุทธบาทจำลองทับพระพุทธบาทเดิม ใกล้ๆ พระธาตุมีถ้ำพญานาค เป็นโพรงหินขนาดเล็กๆ เล่ากันว่าลึกยาวไปถึงหนองหาน

บ่ายแก่ๆ เราก็ออกเดินทางออกจากวัดพระพุทธบาทบัวบก เดินทางกันต่อโดยใช้เส้นทางเลียบลำน้ำโขง ราวๆ ห้าโมงเย็นก็มาถึง แก่งคุดคู้ แวะเก็บภาพสักพักก็เดินทางต่อเข้า จ.เลย คืนนี้พักที่อาคารภูคำ ม.ราชภัฏเลย .. พรุ่งนี้ต้องตื่นเดินทางแต่เช้า

Day 2: ภูหลวง

ออกเดินทางเจ็ดโมงครึ่ง ถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ซื้อบัตร แล้วก็หาเช่ารถสองแถวขึ้นไปที่หน่วยพิทักษ์พันธุ์สัตว์ป่าโคกนกกระบา ที่ต้องเช่ารถก็เพราะมีถนนช่วงสั้นๆ ประมาณสองกิโลเมตรที่ยังไม่ค่อยดี รถเก๋งไม่ควรเสี่ยง รถกระบะไปได้ โฟร์วีลล์ก็สบายๆ .. เก้าโมงกว่าๆ ก็มาถึงที่หน่วยฯ โคกนกกระบา ได้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยฯ มาช่วยนำทาง

เส้นทางช่วงเช้าเดินจากหน่วยฯ ไปผาช้างผ่าน ผาสมเด็จ ผาเตลิ่น แล้วก็วนกลับมาที่หน่วยฯ ระยะทางรวมประมาณ 8 กิโลเมตร .. ข้างบนอากาศเย็นกำลังสบายเลย ออกจากหน่วยฯ ก็จะผ่านสถานีถ่ายทอดสัญญาณช่องเจ็ด แล้วก็ตรงไปผาช้างผ่าน ตลอดทางก็มีเฟิร์น มอส ดอกไม้ให้บันทึกภาพเป็นระยะ แม้ว่าช่วงนี้จะยังไม่ออกดอกเยอะเท่าไหร่นัก .. ถึงผาช้างผ่าน แวะบันทึกภาพแล้วก็เดินต่อไปผาสมเด็จ ว่ากันว่าผาสมเด็จเป็นผาที่สวยที่สุด แต่ไปถึงปรากฏว่าหมอกลงเยอะมาก อากาศค่อนข้างปิด เลยไม่เห็นอะไรนอกจากหมอกหนาๆๆๆ และลมแรง .. จะเอารถลุยมาได้ถึงผาสมเด็จก็ได้ แต่ช่วงนี้เป็นช่วงปิดให้สภาพป่าฟื้นเพื่อเตรียมรับเสด็จในเดือนกุมภาฯ เลยไม่อนุญาตให้ใช้รถ ..

จากผาสมเด็จไปผาเตลิ่นจะไกลหน่อย และเดินลุยพอสมควร เห็นรอยเท้าช้างเป็นระยะๆ .. จนท. ชี้ให้ดูรอยเล็บหมี รอยเท้าหมูป่าที่คาดว่าจะหนักเป็นร้อยกิโล อืม .. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาก็มีระเบียบเข้มงวดพอสมควร ที่ชัดเจนคือ มีด่านกักรถไม่ให้วิ่งขึ้นไปรบกวนมากเกินไป ที่พักของนักท่องเที่ยว จุดตั้งแคมป์ จะอยู่พื้นที่ด้านล่าง สัตว์ที่อยู่อาศัยในพื้นที่สูงก็เลยอยู่อาศัยโดยไม่ถูกรบกวนเหมือนเขตอุทยานแห่งชาติ

เดินไป เก็บภาพไป จากป่ารก ก็โผล่ขึ้นมาที่ลานหิน บริเวณผาเตลิ่น เป็นอีกผาที่สวยเหมือนกัน มาถึงที่นี่ราวๆ สิบเอ็ดโมงกว่า .. หลังจากนั่งพัก เก็บภาพจนพอใจก็เดินทางกลับ .. ขากลับก็แวะไปดูรอยเท้าไดโนเสาร์ แล้วก็เดินลุยป่าจนทะลุไปถึงถนน ซึ่ง จนท. วิทยุให้รถเช่าของเรามารับ สบายไป ไม่ต้องเดินกลับอีกสามกิโล :D

กลับมาถึงหน่วยก็เที่ยงกว่าๆ .. หาข้าวกินแถวๆ หน่วยฯ นี่เอง .. อ่อ จริงๆ แล้วอาหารต้องสั่งล่วงหน้า ทางสวัสดิการเขาจะเตรียมให้ ค่าอาหารหัวละ 250 / วัน / คน มีอาหารครบสามมื้อ เติมได้จนอิ่ม แต่อาจจะเป็นช่วงปีใหม่ร้านสวัสดิการเลยเปิดขายอาหารให้นักท่องเที่ยวโดยไม่ต้องสั่งล่วงหน้า

บ่าย เดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ดูกล้วยไม้สารพัดชนิด น่าเสียดายที่ช่วงนี้ รองเท้านารีเพิ่งจะหมด ส่วนกล้วยไม้อื่นๆ ก็ยังไม่บาน เลยไม่ได้เห็นกล้วยไม้เยอะๆๆ อย่างที่หวัง .. ก็ไม่ถึงกับมาเสียเที่ยว เก็บภาพเท่าที่ได้มาก็เยอะพอสมควร อย่าง เอื้องตาเหิน เห็นกี่ครั้งๆ ก็ได้กดบันทึกภาพซะทุกทีไป นอกจากนี้ก็มี เอนอ้า เอื้องตะขาบขาว เอื้องลีลา เอื้อง ฯลฯ .. ระยะทางเกือบๆ สองกิโลตามเส้นทาง เราใช้เวลาไปชั่วโมงเดียว ก็วนกลับมาที่หน่วยฯ .. ได้เวลากลับแล้ว

ออกเดินทางจากที่ทำการฯ ราวๆ บ่ายสาม ใช้เส้นทางภูหลวง-วังสะพุง มาแวะที่วัดถ้ำผาบิ้ง ชมจันทสาโรนุสรณ์ที่สร้างอุทิศให้พระอาจารย์หลุย จันทสาโร และถ้ำผาบิ้ง จากนั้นก็เดินทางกันต่อผ่าน อ. ภูกระดึง อ. ชุมแพ ถึงขอนแก่นราวๆ หนึ่งทุ่ม ..


จบทริป ปีใหม่ 2549 :D


มีผู้เยี่ยมชมหน้านี้ 6901 ครั้ง

Copyright © 1998-2009 kitty.in.th.
Powered by SimpleWeb v.0.0.3